กำลังโหลดข้อมูล

Favorite
shares
0

 

พระเจ้าสุทโธทนะทูลลาไปนิพพาน

โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้วเป็นปีที่ ๙

ในปีนั้นองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงพิจารณาว่าพระพุทธบิดา คือ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช พระบาทท้าวเธอเป็นผู้มีพระคุณใหญ่ในหลายอสงไขยกัป คือเป็นบิดา เวลานี้ตถาคตก็ได้แสดงพระธรรมเทศนาเป็นเหตุให้พระองค์ทรงบรรลุพระโสดาบัน


แล้วก็ในขั้นสุดท้ายที่พระเจ้าสุทโธทนมหาราชจะสวรรคต ทรงพระประชวรหนัก องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย จึงได้เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์มหานคร เข้าไปในห้องของจอมบพิตรอดิศร

สมเด็จพระบรมโลกนาถความจริงก็ทรงรู้อยู่ว่าเป็นวิสัยขององค์สมเด็จพระบรมครูและบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย สิ่งใดที่รู้อยู่แล้วแก่ใจของตัวเองก็ต้องทำเหมือนคนไม่รู้ ฉะนั้นสมเด็จพระบรมครูจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสถามพระพุทธบิดาว่า

“ขอถวายพระพรพระมหาบพิตรพระราชสมภาร เวลานี้ทุกขเวทนาทางกายของพระองค์เป็นประการใดบ้าง มันบีบคั้นมากไหม...?”

พระเจ้าสุทโธทนมหาราชก็ได้กราบทูลกับองค์สมเด็จพระจอมไตรว่า
“ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า ทุกขเวทนามันบีบคั้นเกือบจะทนไม่ไหว”

สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาจึงได้ตรัสถามว่า
“พระมหาบพิตร พระองค์ทรงมีพระสติเป็นประการใด ความดีที่พระองค์ทรงไว้ คือทรงศีล ๕ เป็นปกติ และก็เข้าถึงไตรสรณาคมน์ เคารพพระทุทธเจ้า เคารพพระธรรม เคารพพระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตที่ปักลงโดยเฉพาะ พระนิพพาน กำลังใจคลายไปแล้วหรือยัง...?”

พระเจ้าสุทโธทนมหาราชก็กราบทูลว่า
“ความเคารพในพระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี ศีล ๕ ของข้าพระพุทธเจ้าก็ดี และการที่จิตมุ่งหวังพระนิพพานก็ดี สิ่งทั้ง ๓ ประการนี้ยังไม่คลายไปจากจิตพระพุทธเจ้าข้า”

สมเด็จพระบรมศาสดาจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า
“พระมหาบพิตร อาตมาอยากจะถามว่าเวลานี้พระองค์ทรงเห็นแล้วหรือยังว่า ร่างกายมันเป็นเราเป็นของเรา หรือเรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา”

เวลานั้นปรากฏว่าทุกขเวทนาครอบงำพระองค์หนัก จึงได้กราบทูลสมเด็จพระบรมโลกนาถว่า
“ภันเต ภควา เวลานี้ทุกขเวทนามันบีบคั้นหนัก ร่างกายทั้งหมดมันเจ็บไปหมด พระพุทธเจ้าข้า”

นี่จงอย่าลืมนะว่าพระเจ้าสุทโธทนมหาราชท่านเป็นพ่อ สิทธัตถราชกุมาร แต่ว่าท่านไม่ใช่พ่อของพระพุทธเจ้า สิทธัตถราชกุมารเดิมเป็นลูกของท่าน แต่เวลานี้สิทธัตถะบรรลุธรรมวิเศษเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็วางตัวตามความเหมาะสมว่า คนนี้ร่างกายนี้เป็นร่างกายของลูก แต่ว่าความดีที่ลูกทรงอยู่นี่ไม่ใช่เรื่องของลูกเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นท่านจึงได้วางใจถวายนมัสการด้วยความเคารพในฐานะที่ลูกเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ฐานะพ่อกับลูก ท่านจึงได้กราบทูลต่อไปว่า

“ที่พระองค์ตรัสถามว่า เห็นว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา หรือเรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา เวลานี้ข้าพระพุทธเจ้าเห็นแล้วว่า

ร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ร่างกายมันเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นที่อาศัยของจิต ร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ร่างกายไม่มีการทรงตัว มีการเกิดขึ้นแล้วมันก็เสื่อม มีโรคร้ายเบียดเบียนเป็นทุกขเวทนาอย่างสาหัส

ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า

ร่างกายนี้มันเป็นสภาพนอกเหนือจากจิตใจ ไม่ใช่ร่างกายของข้าพระพุทธเจ้า และเป็นร่างกายที่ประกอบไปด้วยโทษหาประโยชน์มิได้ เมื่อมีชีวิตอยู่ก็ต้องปรนเปรอทุกอย่างไม่ต้องการให้มันแก่มันก็แก่ ไม่ต้องการให้มันป่วยมันก็ป่วย ไม่ต้องการให้มันพลัดพรากจากของรักของชอบใน มันก็พลัดพรากจากของรักของชอบใจ เวลานี้ความตายมันจะเข้ามาถึงร่างกาย ก็ห้ามมันไม่ได้
 

แต่ว่าจิตใจของข้าพระพุทธเจ้านี้มิได้มีความรู้สึกต้องการร่างกายนี้ต่อไปเห็นว่าร่างกายนี้เป็นพิษเป็นภัย ข้าพระพุทธเจ้าต้องการพระนิพพานเป็นที่ไปพระพุทธเจ้าข้า”

 

ภาพ : เพจ ตามรอยพระอรหันต์
สืบค้นจาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10209980127966362&set=gm.1909647715952890&type=3&theater

 

 

สมเด็จพระบรมศาสดาเมื่อทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์
ความจริงพระพุทธเจ้าปกติไม่ยิ้มไม่ใช่พระองค์ไม่อยากจะยิ้ม เพราะว่าเป็นประเพณีของพระพุทธเจ้า ถ้ายิ้มก็ต้องมีเหตุ ถ้าไม่มีเหตุพระพุทธเจ้าทุกองค์ไม่ยิ้ม ไม่ใช่หน้าบึ้ง ทรงวางพระทัยสบาย ๆ

เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงแย้มพระโอษฐ์แล้ว พระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก ขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วจะต้องถามเหตุทันที เมื่อเห็นองค์สมเด็จพระชินสีห์พรมศาสดาทรงแย้มพระโอษฐ์ จึงได้ทูลถามว่า
“พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ด้วยเหตุใด พระพุทธเจ้าข้า...?”

เวลานั้นพระทั้งหมดที่ไปล้อมพระเจ้าสุทโธทนมหาราชอยู่ ไปกับพระพุทธเจ้ามีประมาณ ๒๐,๐๐๐ องค์เศษ ล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด มีไม่เป็นพระอรหันต์อยู่องค์เดียวคือ พระอานนท์ เป็นพระโสดาบัน

สมเด็จพระทศพลจึงตรัสว่า
“ภิกขเว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวลานี้พระเจ้าสุทโธทนมหาราชซึ่งเป็นพระบิดาของเราในกาลก่อน เวลานี้จอมบพิตรอดิศรจิตเข้าถึงอรหัตผลแล้ว เป็นอันว่าการที่จะแคล้วจากการสิ้นอายุขัยย่อมไม่มี ต้องนิพพานในวันนี้

แต่ทว่าเวลานี้ทุกขเวทนาของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชซึ่งเป็นพระบิดาของเราเดิม มีความทุกข์อย่างหนัก ร่างกายทุกส่วนถูกบีบคั้นไปด้วยทุกขเวทนา แต่ทว่าที่พระองค์ทรงพูดกับเราได้เหมือนกับคนปกติ เพราะว่าใช้ ขันติธรรม ข่มกำลังใจ แล้วก็มีกำลังใจสูง เวลานี้จิตใจของพระองค์มีความแจ่มใสเป็นกรณีพิเศษ”

ตามที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ตรัสอย่างนี้ พระอรหันต์ทุกองค์ท่านเป็นอรหันต์ท่านก็ทราบ ทุกองค์ก็ยกมือขึ้นสาธุการว่า
“สาธุ เป็นความจริงตามนั้นพระพุทธเจ้าข้า”

เพราะว่าคนที่เป็นอรหันต์ย่อมรู้วาระของคนที่เป็นอรหันต์ คือรู้จิต และรู้ทั้งคนที่เป็นอนาคามี สกิทาคามี พระโสดาบันด้วย และก็ยังรู้ถึงทุกขเวทนาของร่างกายที่มันจะพัง ว่ามันมีการบีบคั้นอย่างหนัก ฉะนั้นองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสว่า
“ต่อแต่นี้ไปตถาคตจะลดทุกขเวทนาทางร่างกายของพระพุทธบิดา”

องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาจึงได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานเปล่งเป็นพระพุทธฎีกาว่า
“บุญบารมีใดที่ตถาคตบำเพ็ญมาแล้วสิ้นเวลา ๔ อสงไขยกับแสนกัป เพื่อปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า รื้อความทุกข์ของบุคคลทั้งหลายให้มีความสุข รื้อจากวัฏฏะคือเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎะสงสารมีพระนิพพานเป็นแดนอันเกษมศานต์เป็นที่ไป

ฉะนั้นบุญบารมีใดที่อาตมาสั่งสมไว้ในกาลก่อน จนกระทั่งถึงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ขอบุญบารมีอันนี้นั้นจงช่วยให้พระพุทธบิดาคือพระเจ้าสุทโธทนมหาราช หายจากทุกขเวทนาที่บีบคั้นพระวรกายอยู่เวลานี้”

แล้วองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงยกพระหัตถ์ลูบตั้งแต่พระเศียรถึงพระบาท ๓ วาระ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสถามว่า
“เวลานี้ทุกขเวทนาบรรเทาแล้วหรือยัง...?”

พระเจ้าสุทโธทนมหาราชก็กราบทูลว่า
“เวลานี้ทุกขเวทนาทั้งหมด ปรากฏว่า หายไปพร้อมกับพระหัตถ์ของพระองค์ที่ลูบตั้งแต่ศีรษะ คือ มือแตะศีรษะความปวดศีรษะมันก็หาย ลูบไปถึงคอในก็หายเรื่อยตามลำดับ คล้าย ๆ กับปาดโรคให้หมดไป”

เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรศาสดาทำตามนั้น องค์สมเด็จพระภควันต์ให้พระที่อยู่ใกล้ ใครอยากจะสงเคราะห์พระเจ้าสุทโธทนมหาราชก็ทำได้
ต่อนั้นไปก็เป็นหน้าที่ของพระนันทะ ซึ่งเป็นพระราชโอรสเหมือนกัน แล้วก็พระอานนท์ พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร และ พระอนุรุทธ เป็นต้น ต่างท่านต่างก็ทำเช่นเดียวกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เป็นอันว่า พระเจ้าสุทโธทนมหาราชเวลานั้นทุกขเวทนาทางกายไม่มีเลย พระองค์ทรงชื่นจิตหน้าตาสบายผ่องใส มีสภาวะเป็นปกติ แต่ว่าโรคที่มันเบียดเบียนร่างกายก็เป็นเรื่องของโรค ร่างกายที่มันไม่มีแรงลุกไม่ไหว มันก็คงลุกไม่ไหวตามเดิม เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบันดาลให้ลุกขึ้น ทรงบันดาลเพียงแค่ให้ระงับทุกขเวทนา

ต่อนั้นมาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ทรงถามว่า
“เวลานี้พระวรกายเป็นอย่างไรบ้าง...?”

พระองค์ก็ตรัสว่า
“หมดแล้วพระพุทธเจ้าข้า ทุกขเวทนาใด ๆ ไม่มีเวลานี้ ความรู้สึกเหมือนว่านอนกำลังสบาย ๆ เป็นการพักผ่อนหายจากความเหนื่อย”

ฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
“ความดีเดิมของพระองค์ไม่ทรงหมด เวลานี้ตถาคตก็ทราบว่า กำลังใจของพระองค์ไม่ติดอยู่ในร่างกายเดิมแล้วใช่ไหม...?”

พระองค์ก็ทรงยอมรับว่า
“เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้า”
“ร่างกายของบุคคลอื่น พระองค์ทรงห่วงใยอะไรบ้าง...?”


พระเจ้าสุทโธทนมหาราชก็ทูลว่า
“ข้าพระพุทธเจ้าไม่ห่วงพระพุทธเจ้าข้า เพราะทราบว่าร่างกายนี้ประเดี๋ยวมันก็พัง”

ต่อไปท่านก็ถามว่า
“ทรัพย์สินในความเป็นพระราชา ขณะการครองราชย์ ความยิ่งใหญ่ในฐานะที่มียศเป็นพระราชาห่วงไหม...?”

ท่านก็บอกว่า “ไม่ห่วง พระพุทธเจ้าข้า”
“ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ประชากรทั้งหมดที่ปรากฏว่าเป็นข้าราชบริพารพระองค์ทรงห่วงไหม...?”

พระเจ้าสุทโธทนมหาราชก็ทรงประกาศว่า
“ไม่ห่วงพระพุทธเจ้าข้า”

สมเด็จพระบรมศาสดาก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์ก็ถามต่อไปว่า
“พระองค์แย้มพระโอษฐ์เพราะอะไรพระพุทธเจ้าข้า...?”

ต้องถาม ถ้าไม่ถามแล้วไม่ได้เป็นหน้าที่ของอุปัฏฐาก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้มีพระพุทธฎีกาว่า
“อานันทะ ดูกร อานนท์ ในเวลาอีกชั่วไม่กี่ขณะจิต ในเวลานี้ พระพุทธบิดาคือพ่อของเราจะไปนิพพาน”

หลังจากองค์สมเด็จพระพิชิตมารตรัสเพียงครู่เดียว พระเจ้าสุทโธทนมหาราชนอนเจ็บอยู่อย่างนั้น แต่ร่างกายมันไม่มีทุกขเวทนา ทุกข์มันมีแต่ถูกระงับด้วยอำนาจของพระพุทธานุภาพและสังฆานุภาพ จึงได้ทรงยกพระหัตถ์ทั้ง ๒ ขึ้นพนมมือ กล่าวคำขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัยว่า

“กรรมใดที่ข้าพระพุทธเจ้าเคยประมาทพลาดพลั้ง ในพระอริยสงฆ์ทั้งหลายก็ดี ในพระธรรมก็ดี ในสมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี ตั้งแต่อดีตกาลมาถึงปัจจุบันด้วยเจตนาก็ดี ไม่มีเจตนาก็ดี เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอบรรดาคณะพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย พร้อมด้วยองค์สมเด็จพระชินสีห์ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าตั้งแต่บัดนี้ จนกว่าจะเข้าพระนิพพาน”

บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายพร้อมด้วยองค์สมเด็จพระพิชิตมารก็ทรงยกมือขึ้นสาธุพร้อมกัน
เป็นอันว่าการขมาโทษก็หมดไปแล้วพระเจ้าสุทโธทนมหาราชก็นมัสการองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา (ทั้ง ๆ ที่ยังนอนอยู่อย่างนั้น) อีกครั้งหนึ่งว่า
"เวลานี้ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมไปด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในที่นี้และก็ไม่ได้ปรากฏอยู่ ตลอดจนกระทั่งบรรดาทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถึงวาระแล้วที่ต้องลาไป"

องค์สมเด็จพระจอมไตรกับบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายก็ยกพระหัตถ์ขึ้น สาธุ สร้างความชื่นใจให้ปรากฏ
เป็นอันว่าเวลานั้นพระเจ้าสุทโธทนมหาราชก็นิพพาน พูดกันง่าย ๆ นะ “กาลัง กัตวา” ตามบาลีกล่าวว่า “ถึงเวลาที่จะต้องไป” พระองค์ก็ไปสู่พระนิพพานตามความประสงค์ของพระองค์

เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ดูเวลาก็เลยไปหน่อยแล้ว อาตมาก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้
ในที่สุด อาตมภาพในฐานะพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ขอตั้งสัตยาธิษฐานอ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ ทั้ง ๓ ประการ ขอจงอภิบาลบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ให้มีแต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล


ในขณะที่ร่างกายของตนยังทรงอยู่ขณะสุดท้ายปลายชีวิตนี้ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระบรมครูสอนบรรดาท่านพุทธบริษัท ให้ปฏิบัติในบุญกิริยาวัตถุทั้ง ๓ ประการ คือ ทานมัย สีลมัย ภาวนามัย ขอบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้ไซร้ จงเป็นปัจจัยให้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านเข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้เถิด

 

 

Tags

พระเจ้าสุทโธทนะ,พระพุทธเจ้า,พุทธประวัติ,เกร็ดน่ารู้,นิพพาน